โบท็อก คืออะไร ?

โบท็อก หรือ โบทูลินั่ม ท็อกซิน(Botulinum toxin) เป็นสารพิษที่ได้จากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินัม(Clostridium Botulinum) มีด้วยกันถึง 7ชนิด คือ Botulinum toxin type A จนถึง Botulinum toxin type G และที่มีใช้ในวงการเสริมความงามในประเทศไทยคือสาร Botulinum toxin type A มีความปลอดภัยได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา

ในปี พ.ศ.2535 ได้มีการตีพิมพ์ครั้งแรกในการนำโบท็อกมาใช้ในมนุษย์ในการรักษาโรคตากระตุก ตาเข โรคคอเอียงแต่กำเนิด และหลังจากนั้นเป็นต้นมาได้ถูกนำมาใช้ในการลดริ้วรอย ปรับรูปหน้าเรียว ลดเหงื่อ รวมถึงรักษาโรคอื่นๆ เช่น ไมเกรน และภาวะปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน

สารบัญ

โบท็อกทํางานอย่างไร ?

โบท็อก หรือ โบทูลินั่ม ท็อกซิน(Botulinum toxin) เป็นสารพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (Neurotoxin) โดยจะไปรบกวนการทำงานของระบบประสาททำให้ไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทได้ จึงทำให้กล้ามเนื้อขาดการรับรู้การสั่งงานจากเซลล์ประสาท จึงไม่สามารถหดตัวได้ตามปกติ

ซึ่งจากหลักการทำงานดังกล่าวจึงมีการนำโบท็อกซ์มาใช้ในการลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้าบริเวณรอยย่นหน้าผาก ระหว่างคิ้ว หางตา ย่นจมูก รวมถึงนำมาลดขนาดกล้ามเนื้อกล้ามใช้ในการปรับรูปหน้าเรียวเล็กนอกจากนั้นสารโบทูลินั่ม ท็อกซินยังสามารถลดการทำงานของต่อมเหงื่อและทำให้เซลล์ผิวหนังหดตัว กระตุ้นการสร้างคอลาเจนใหม่ใต้ผิว

จึงมีการนำมาใช้ฉีดลดเหงื่อลดกลิ่นตัวบริเวณรักแร้ ฝ่ามือฝ่าเท้า รวมถึงนำมาลิฟหน้าเพื่อให้ใบหน้าดูยกกระชับ และลดรูขุมขนกว้างได้อีกด้วยในบุคคลที่มีปัญหาผิวหน้ามันหรือเป็นสิวจากสาเหตุต่อมไขมันผลิตน้ำมันเยอะเกินไป เมื่อมีการฉีดโบท็อกซ์ไปจะรู้สึกว่าผิวมันลดลง สิวอักเสบลดลง เนื่องจากสารโบทูลินั่ม ท็อกซินสามารถลดการทำงานของต่อมไขมันใต้ผิวได้เช่นกัน

โบท็อกอันตรายไหม ควรรู้อะไรบ้าง ?

โบท็อกเป็นสารที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยาและมีการใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกเป็นเวลาหลายสิบปี จึงสามารถมั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อคนไข้ แต่อย่างไรก็ตามโบท็อกจัดเป็นยาควบคุมพิเศษดังนั้นจะต้องมีการขั้นตอนผลิต การขนส่ง และการเก็บรักษาที่ได้มาตรฐานถูกต้อง

ที่สำคัญต้องใช้และบริหารยาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่อย่างนั้นอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อคนไข้ได้ เช่น ปากเบี้ยว หนังตาตก การติดเชื้อ และ กล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วร่างกาย เป็นต้น

โบท็อกหิ้วและของปลอมอันตรายอย่างไร ?

โบท็อกหิ้วหรือโบท็อกปลอม ถือเป็นโบท็อกที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะไม่ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจนในเรื่องของผู้ผลิตและผู้นำเข้า รวมไปถึงขั้นตอนในการเก็บรักษาเนื่องจากตัวยาโบท็อกเป็นยาควบคุมพิเศษต้องมีมาตรฐานการขนส่งและการเก็บรักษาที่แม่นยำ เพื่อคงประสิทธิภาพของตัวยาในขวด เมื่อตัวยาที่ไม่ได้มาตรฐานถูกนำมาใช้ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่สามารถคาดการณ์ได้ ว่าจะออกมาดีหรือไม่ดี

หรือบางขวดอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราที่มาจากการเก็บรักษาที่ไม่ได้มาตรฐาน เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายจะส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ตามมา ดังนั้นถึงแม้จะดูมีราคาที่ถูกแต่ผลข้างเคียงที่ตามมาถือว่าไม่คุ้มเสียเลยค่ะส่วนข้อดีของการเลือกใช้โบท็อกแท้ หรือโบท้อกที่ได้มาตรฐาน อย.ไทย ที่นำเข้าอย่างถูกต้องจากบริษัทยา คือมีการรับรองความปลอดภัยและมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทยาที่คอยดูแลคนไข้ทุกเคสนอกเหนือจากคลินิกที่ใช้บริการ

ดังนั้นเชื่อมั่นได้ในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของตัวยา ถึงแม้จะมีราคาสูงกว่าโบท็อกหิ้วหรือโบท็อกปลอมก็ตาม

โบท็อกฉีดตรงไหนได้บ้าง ?

ในวงการเสริมความงามได้มีการนำโบท็อกมาใช้ในหลากหลายบริเวณตามกลไกการออกฤทธิ์ ดังนี้

โบท็อกซ์กรามปรับรูปหน้าเรียว 

เป็นหนึ่งหัตถการที่นิยมมากๆ ที่ช่วยให้มีใบหน้าที่สวยงาม เรียวเล็ก สวย ดูอ่อนวัย คนที่มีกรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ ทำให้หน้าบานและกว้างไม่เรียว กล้ามเนื้อกรามที่ดูใหญ่นั้นสาเหตุหลักมาจากการใช้งานมากๆ เช่น การเคี้ยวอาหารที่แข็งต้องใช้แรงเคี้ยว การนอนกัดฟัน หรือ เกิดจากกรรมพันธุ์ 

จึงแนะนำให้เลือกฉีดโบท็อกซ์ลดกรามเพื่อปรับรูปหน้าให้เรียวมากขึ้น และเพิ่มความมั่นใจกับใบหน้าของเรา  การฉีดโบท็อกซ์จะช่วยให้กล้ามเนื้อกรามคลายตัวและอ่อนแรงลง ขนาดเล็กลง ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อกรามใหญ่

โบท็อกซ์ริ้วรอย

ริ้วรอยเป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงการมีอายุที่มากขึ้น ความเหี่ยวย่นบนใบหน้า ใบหน้าขาดความอ่อนเยาว์สดใส อาจเกิดได้จากการมีอายุที่เพิ่มมากขึ้น แสดงสีหน้าอารมณ์ต่างๆ เช่นการยิ้ม การหัวเราะเยอะๆทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณหางตา การเลิกหน้าผากเป็นประจำทำให้เกิดริ้วบริเวณหน้าผาก การขมวดคิ้วทำให้เกิดร่องลึกระหว่างคิ้ว

การแสดงสีหน้าต่างๆส่งผลให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าทำงานหนัก จึงเกิดริ้วรอยและร่องลึกตามมาการฉีดโบท็อกซ์บริเวณริ้วรอยช่วยให้ผิวหน้าตึง กระชับ แลดูอ่อนเยาว์ขึ้น ใบหน้าเด็กลง ลดการเกิดริ้วรอยถาวรบนใบหน้าได้

โบท็อกซ์ลิฟท์หน้า

โบท็อกซ์ลิฟท์หน้าเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด ผิวบริเวณใบหน้าและเหนียงหย่อนคล้อย ใบหน้าไม่มีมิติ การฉีดโบท็อกซ์บริเวณกรอบหน้าจะช่วยให้ผิวบริเวณกรอบหน้ายกกระชับ แนวกระดูกกรามคมชัด ใบหน้าได้รูปมากขึ้น และยังสามารถช่วยให้ใบหน้าดูเรียวได้อีกด้วย

โบท็อกซ์ลดเหงื่อ

โบท็อกสามารถลดการทำงานของต่อมเหงื่อได้ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาเหงื่อออกมาก แล้วสร้างความไม่มั่นใจให้ตัวเอง สามารถฉีดโบท็อกซ์บริเวณนั้นๆได้ เช่น ลดเหงื่อและกลิ่นตัวบริเวณรักแร้ ลดเหงื่อบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า เป็นต้น

ผลลัพธ์ที่ได้เหงื่อจะออกลดลงทำให้เพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณรักแร้เมื่อเหงื่ออกลดลง กลิ่นตัวก็จะลดลงไปด้วย รวมถึงผิวบริเวณรักแร้จะดูเรียบเนียนขึ้นด้วยเช่นกัน

โบท็อกซ์ลดน่อง

ปัญหาขาใหญ่ ขาไม่เรียว เป็นปัญหาที่หนักใจของสาวๆหลายๆคน ในผู้ที่มีขาใหญ่จากกล้ามเนื้อน่องปูดส่วนมากจะมาจากการใช้กล้ามเนื้อน่องเยอะ เช่น เดินขึ้นลงบันได ปั่นจักรยาน และการวิ่งเป็นต้น แต่สามารถลดขนาดน่องลงได้ง่ายๆด้วยการฉีดโบท็อกซ์ลดน่อง ผลลัพธ์ที่ได้ขาจะดูเรียวเล็กลง พร้อมโชว์เรียวขาสวยได้อย่างมั่นใจ

โบท็อกซ์รักษาไมเกรน

หลายๆคนมีปัญหาปวดหัวจากไมเกรน โดยเฉพาะเวลาเครียด หรืออากาศที่ร้อนจนเกินไป ต้องกินยาทุกครั้งที่มีอาการ ปัจจุบันมีการนำมาโบท็อกซ์มาใช้ในการรักษาลดอาการปวดหัวไมเกรนได้ โดยอ้างอิงจากหลักการทำงานของโบท็อกซ์ที่ยับยั้งไม่ให้กล้ามเนื้อหดตัวได้ชั่วคราว ทำให้คนไข้กลุ่มนี้มีอาการปวดไมเกรนลดลงและไม่รุนแรงเหมือนเดิม

โบท็อกซ์รักษา Office syndrome

สำหรับใครที่ต้องนั่งทำงานทั้งวัน ย่อมมีโรคปวดหลังจากการทำงานตามมา ด้วยท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณหลัง บางคนมีอาการปวดมากจนรบกวนชีวิตประจำวันไม่สามารถทำงานได้ จนต้องทานยาอยู่ตลอดเวลาซึ่งยาแก้ปวดกลุ่มนี้ชอบกัดกระเพาะอีกทำให้มีโรคเพิ่มมาอีก

ในปัจจุบันมีการนำมาโบท็อกซ์มาใช้ในการรักษาลดอาการปวดหลังจากการทำงาน ทำให้กล้ามเนื้อหลังไม่หดเกร็ง คลายกล้ามเนื้อลง ผลพลอยได้ในผู้หญิงบางท่านจะทำให้ปีกที่หลังดูเล็กลง คอดูเรียวขึ้นด้วยค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์แต่ละตําแหน่งต้องใช้ยาเท่าไร ?

การฉีดโบท็อกซ์ในแต่ละตำแหน่งจะใช้โบท็อกซ์ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับรูปหน้า ปัญหาที่ต้องการแก้ไข และการประเมินในแต่ละตำแหน่งของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก แต่จำนวนยูนิตในใช้โบท็อกซ์แต่ละจุดจะสามารถบอกได้ในปริมาณที่คร่าวๆ ดังนี้

  • โบท็อกซ์กราม ใช้ประมาณข้างละ 25-30ยูนิต จะทำให้กล้ามเนื้อกรามเล็กลง ไม่ทำให้แก้มตอบจนเกินไป
  • โบท็อกซ์หน้าผาก ใช้ประมาณ 15-20ยูนิต จะทำให้หน้าผากตึงเป็นธรรมชาติ
  • โบท็อกซ์หว่างคิ้ว ใช้ประมาณ 12-20ยูนิต จะทำให้รอยย่นบริเวณขมวดคิ้วตึง แต่สามารถขยับคิ้วได้ปกติ
  • โบท็อกซ์หางตา ใช้ประมาณ 15-20ยูนิต จะทำให้รอยตีนกาลดลง ในคนที่รอยตีนกาน้อยๆก็จะตึงขึ้น แต่ไม่ได้แข็งมากจนเกินไป
  • โบท็อกซ์ย่นจมูก ใช้ประมาณ 4-6ยูนิต จะทำให้เวลาแสดงสีหน้า รอยย่นตรงจมูกจะตึงขึ้น
  • โบท็อกซ์ปีกจมูก-รัดแกน ใช้ประมาณ 15-20ยูนิต จะทำให้ปีกจมูกขยับได้น้อยเวลาแสดงสีหน้าและแกนจมูกคมชัดขึ้น
  • โบท็อกซ์กระชับรูขุมขน ใช้ประมาณ 25-30ยูนิต จะทำให้รูขุมขนบนใบหน้ากระชับขึ้น ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น
  • โบท็อกซ์ลิฟต์หน้า ใช้ประมาณ 30-50นิต จะทำให้ผิวที่หย่อนคล้อยบริเวณกรอบหน้ากระชับขึ้น
  • โบท็อกซ์ลิฟต์เหนียง ใช้ประมาณ 30-50นิต จะทำให้ผิวบริเวณเหนียงกระชับ เต่งตึงมากขึ้น
  • โบท็อกซ์ลิฟต์คอ ใช้ประมาณ 30-50นิต จะทำให้ผิวที่หย่อนคล้อยบริเวณลำคอกระชับขึ้น รอยเหี่ยวย่นตึงขึ้น
  • โบท็อกซ์รักแร้ ใช้ประมาณ 80-100ยูนิต จะทำให้เหงื่อบริเวณรักแร้ออกน้อยลง กลิ่นตัวลดลง ผิวหนังไก่รักแร้กระชับขึ้น
  • โบท็อกซ์ลดน่อง ใช้ประมาณ 100-200ยูนิต จะทำให้กล้ามเนื้อน่องเล็กลง ขาเรียวเล็กได้รูป

โบท็อกมีกี่ยี่ห้อ อะไรบ้าง ?

โบท็อกซ์มีหลากหลายแบรนด์จากหลายประเทศที่ได้มาตรฐานอย.ไทย ซึ่งในแต่ละแบรนด์จะมีกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันไป ส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้และจุดเด่นของแต่ละแบรนด์ต่างกัน โดย Patcha clinic จะมีทั้งหมด 5 แบรนด์ด้วยกัน ดังนี้

Allergan 

เป็นโบท็อกซ์แบรนด์อเมริกาได้รับความนิยมจากทั่วโลก เพราะเป็นแบรนด์แรกที่คิดค้นตัวโบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum toxin และเป็นแบรนด์แรกที่ได้รับการรับรองจาก USFDA แต่ราคาอาจจะสูงกว่าโบท็อกซ์แบรนด์อื่นๆ เพราะมีความบริสุทธิ์มากที่สุด รวมถึงเป็นต้นแบบของโบท็อกซ์หลายๆตัว

โบท็อกซ์ Allergan จะเหมาะสำหรับฉีดแก้ปัญหาริ้วรอยต่างๆบนใบหน้า ปรับรูปหน้าเรียว เนื่องจากตัวยาเมื่อฉีดไปแล้วจะไม่กระจายเป็นวงกว้าง ออกฤทธิ์ตรงจุด ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ และอยู่ได้นานกว่าโบท็อกซ์แบรนด์อื่นๆ อยู่ที่ประมาณ 6-8 เดือน  ทั้งนี้การฉีดตัว Allergan เข้ากล้ามเนื้อ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดี จะต้องอาศัยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง เพราะอาจจะเกิดคิ้วกระดก ยิ้มแข็ง และแก้มตอบได้ในบางราย

Dysport

เป็นโบท็อกซ์สัญชาติอังกฤษ ตัวโบท็อกซ์ Dysport จะมีหน่วยในการฉีดแตกต่างไปจากแบรนด์อื่นๆ คือ Speywood units (S.U) โดย Dysport 2.5 S.U. จะเทียบเท่ากับ 1 I.U. ของโบท็อกซ์อเมริกาและตัวอื่นๆในท้องตลาด

โบท็อกซ์ dysport จะกระจายตัวยาได้อย่างทั่วถึง ไม่กระจุกเป็นจุดแคบๆ เหมาะกับการฉีดเพื่อยกกระชับหน้า สำหรับคนที่ต้องการลดริ้วรอยอย่างเป็นธรรมชาติ และเนื่องจากการกระจายตัวยาที่เป็นกว้างจึงเหมาะกับการฉีดลดเหงื่อ ลดกลิ่นตัว ลดต้นแขน ลดน่อง อยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน

Nabota

เป็นโบท็อกซ์จากประเทศเกาหลี ซึ่งแน่นอนว่าเป็นประเทศที่ทำโบท็อกซ์ได้โดดเด่นและที่สำคัญนอกจากจะนิยมใช้ในไทยแล้ว และเป็นโบท็อกซ์แบรนด์เกาหลีแบรนด์เดียวที่ได้รับ อย.จากอเมริกา (US FDA) เมื่อปี 2018 ราคายังถือว่าจับต้องได้และมีคุณภาพสูงตัว

โบท็อกซ์ Nabota นี้มีค่าความบริสุทธิ์ของตัวยา อยู่ที่ 98.7% เป็นแบรนด์ของเกาหลีที่เห็นผลลัพธ์เร็วที่สุด กรามลดลงไว และริ้วรอยลดไวที่สุด เหมาะกับงานเร่ง งานด่วน สามารถอยู่ได้ได้นานประมาณ 4-6 เดือน

Aestox

เป็นโบท็อกซ์จากประเทศเกาหลี เห็นผลลัพธ์ไวเนื่องจากตัวยา จะมีความบริสุทธิ์ ถึง 99.5% ผลลัพธ์ที่ได้จะดูสวยเป็นธรรมชาติ  ตัว Aestox ได้รับอย.ทั้งเกาหลี และไทยจุดเด่นของตัว Aestox คือ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นธรรมชาติเมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มโบท็อกซ์จากประเทศเกาหลี เมื่อเราฉีดอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผลลัพธ์การฉีดครั้งต่อไปอยู่ได้ยาวนานมากขึ้นและปริมาณการฉีดก็ลดน้อยลง 

โบท็อกซ์ Aestox จะเหมาะสำหรับการปรับรูปหน้าได้ดี ระยะเวลาการเห็นผลและอยู่ได้นานของ Aestox อยู่ที่ประมาณ 4-6 เดือน ใครที่ไม่ชอบตึงมากและเน้นความเป็นธรรมชาติในราคาเข้าถึงได้แนะนำตัวนี้ค่ะ

บริเวณไหนบ้างที่ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์ ?

โบท็อกซ์เป็นที่นิยมสูงมากในการปรับรูปหน้าด้านความงาม แต่ตำแหน่งของการฉีดโบท็อกซ์ให้ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงนั้น จะมีตำแหน่งที่สามารถฉีดได้และตำแหน่งที่ควรเลี่ยง โดยตำแหน่งที่ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์ มีดังนี้

  • เปลือกตา มีผลทำให้หนังตาตก หลับตาไม่สนิทได้
  • ร่องแก้ม เวลาแสดงสีหน้า การยิ้มจะไม่เป็นธรรมชาติ
  • ร่องมุมปาก มีผลทำให้มุมปากตกได้เมื่อฉีดผิดตำแหน่ง
  • บริเวณเหนือคิ้ว มีผลทำให้คิ้วตกได้
  • บริเวณโหนกแก้ม หน้าแก้ม ถ้าฉีดลึกไปจะทำให้ยิ้มเบี้ยวได้
  • บริเวณใต้ตา ในเคสที่มีถุงใต้ตาจะทำให้ถุงใต้ตาดูหย่อนชัดเจนมากยิ่งขึ้น

การเตรียมตัวก่อนการฉีด

ก่อนฉีดโบท็อกซ์ต้องเตรียมตัวอย่างไร

  • เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน แพทย์มีความชำนาญ
  • ตรวจสอบโบท็อกซ์ก่อนฉีดทุกครั้งเพื่อให้มั่นใจได้ว่าฉีดของแท้ได้มาตรฐานอย. โดยตรวจสอบตัวกล่องยาและขวดยาต้องมีข้อมูลที่ตรงกัน หรือบางแบรนด์จะมี QR code ให้แสกนเพื่อเช็คข้อมูลผลิตภัณฑ์
  • งดแอลกอฮอล์ก่อนฉีด 24 ชั่วโมง
  • ในรายที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • งดวิตามินที่ทำให้เลือดหยุดไหลได้ยาก เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา สารสกัดจากโสม ใบแปะก๊วย
  • หากมีโรคประจำตัวควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งก่อนฉีดโบท็อกซ์

การดูแลหลังฉีด

หลังฉีดโบท็อกซ์ต้องเตรียมตัวอย่างไร

  • งดการกด การนวดบริเวณที่ฉีด เพราจะส่งผลต่อการกระจายตัวของตัวยาไปกล้ามเนื้ออื่นที่ไม่ต้องการได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นล้างหน้า การอบไอน้ำ ทรีทเม้นท์ หรือเลเซอร์หลังฉีด 2 สัปดาห์
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์หลังฉีด 1-2 สัปดาห์
  • งดการแต่งหน้าหลังฉีดโบท็อกซ์ภายในวันดังกล่าว
  • หลังฉีดสามารถล้างหน้าทาครีมบำรุงได้ตามปกติ
  • งดนอนราบ 3-4 ชั่วโมงหลังฉีด
  • หลังฉีดโบท็อกซ์ควรบริหารกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด เช่น เคี้ยวหมากฝรั่งหลังฉีดโบท็อกซ์กรามประมาณ 30นาที  เพื่อช่วยให้โบท็อกซ์กระจายตัวได้ดีขึ้น

ฉีดโบท็อกซ์มาแล้วไม่เห็นผลเป็นเพราะอะไรได้บ้าง ?

  • การผสมตัวยาโบท็อกซ์ที่เจือจางมากเกินไป ฉีดแล้วไม่เห็นผลหรือตัวยากระจายไปจุดข้างเคียงมากเกินไป
  • จำนวนยูนิตของโบท็อกซ์ที่ใช้น้อยเกินไปต่อปัญหาที่ต้องการแก้ไข
  • การฉีดไม่ถูกตำแหน่งของมัดกล้ามเนื้อ ควรเลือกฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • การใช้โบท็อกซ์ที่ไม่ได้คุณภาพหรือโบท็อกซ์ปลอม ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนฉีดเพื่อให้มั่นใจได้ว่าโบท็อกซ์เป็นของแท้ที่ได้คุณภาพ
  • การโดนความร้อนหลังฉีดโบท็อกซ์ เช่นการอบไอน้ำ การอบซาวน่า หลังทำทันที การโดนความร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 50-80 องศา จะทำให้โบท็อกซ์สลายได้ไวกว่าปกติ

ฉีดโบท็อกซ์บ่อยๆ จะดื้อยาจริงไหม ?

การฉีดโบท็อกซ์ที่ “บ่อย” และ “ถี่” จนเกินไปกระตุ้นให้เกิดการดื้อยาได้จริงค่ะ !!!การฉีดโบท็อกซ์ในประเทศไทยเป็นที่นิยมมาอย่างยาวนาน และเกินครึ่งของผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์เป็นประจำอยู่ในกลุ่มคนไข้ที่ดื้อยาไปเรียบร้อย และในหลายๆคนไม่รู้ตัว การดื้อยาโบท็อกซ์เกิดจากร่างกายได้รับสาร Botulinum toxin ที่ถี่และบ่อยจนเกินไป หรือ ตัวยาที่ไม่ได้มาตรฐาน(โบท็อกซ์หิ้วหรือปลอม) กระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้าน ทำให้ในการฉีดครั้งถัดๆไป เห็นผลน้อยลงกว่าเดิม เห็นผลไม่นานเท่าเดิม หรือไม่เห็นผลเลย

ซึ่งอาการเหล่านี้บ่งบอกว่าคุณดื้อยาโบท็อกซ์เรียบร้อยโดยปกติระยะห่างที่เหมาะสมในการฉีดโบท็อกซ์แต่ละครั้งควรอยู่ที่ประมาณ 4 – 6 เดือน เพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการดื้อยาในอนาคต แต่ถ้าดื้อยาจนฉีดแล้วไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง แนะนำให้พักจากการฉีดโบท็อกซ์ไปเลย 2-3 ปี ถึงจะสามารถกลับมาฉีดได้อีกและเห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลง

ผลข้างเคียงจากการฉีดโบท็อกซ์

อาการข้างเคียงหลังฉีดโบท็อกซ์ถึงแม้จะพบได้น้อย และอาการข้างเคียงในคนที่ฉีดโบท็อกซ์ก็ไม่ได้อันตรายถึงชีวิต ถ้าหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและฉีดกับแพทย์ที่เชี่ยวชาญ โดยอาการที่พบ ยกตัวอย่างเช่น

  • จ้ำแดงๆ เขียว บวม ช้ำ บริเวณที่ฉีด (เกิดจากรอยช้ำเข็มสามารถพบได้ทั่วไป)
  • บวมแดง เจ็บ ในตำแหน่งที่ฉีด (เกิดจาการติดเชื้อ สาเหตุมาจากโบท็อกซ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมีการเก็บรักษาที่ไม่ดีจนมีการปนเปื้อน)
  • หนังตาตก มุมปากตกชั่วคราว ยิ้มเบี้ยว (เกิดจากการฉีดโบท็อกซ์ผิดตำแหน่ง หรือตัวยากระจายไปยังกล้ามเนื้อที่ไม่ต้องการ)
  • หน้าแข็งตึงเกินไป (ในกรณีที่ใช้โบท็อกซ์ปริมาณมากเกิน)
  • ผิวหนังบริเวณที่ฉีดยุบตัวลง (พบได้ไม่บ่อย สันนิษฐานว่าเกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณนั้นฝ่อตัวลงชั่วคราว แต่สามารถหายได้เอง)

ข้อห้ามในการฉีดโบท็อกซ์

หลายคนที่รู้จักถึงคุณสมบัติของโบท็อกซ์เพื่อความงาม เลยมีต้องการใช้โบท็อกซ์เพื่อแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อย ความไม่กระชับของผิว และการปรับรูปหน้า ปัจจุบันโบท็อกซ์จึงได้รับความนิยมอย่างมาก แต่การฉีดโบท็อกซ์ก็มีข้อจำกัดไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถฉีดโบท็อกซ์ได้ เช่น

  • คนที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เพราะจะทำให้อาการของโรคยิ่งแย่ลงไปอีก
  • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์เพื่อป้องกันผลข้างเคียงไปสู่บุตร
  • คนที่มีอาการแพ้โบท็อกซ์ เพราะมีบางคนที่แพ้ในส่วนประกอบของโบท็อกซ์
  • คนที่มีผิวหนังอักเสบ หรือติดเชื้อในบริเวณที่จะฉีด ควรรักษารอยโรคดังกล่าวให้หายดีก่อน

ฉีดโบท็อกซ์ไปกี่วันเห็นผล ?

การเห็นผลของการฉีดโบท็อกซ์แต่ละบริเวณจะใช้เวลาไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับตำแหน่งการฉีด ขนาดของมัดกล้ามเนื้อ และปริมาณยาที่ใช้ โดยในแต่ละบริเวณมีระยะเวลาในการเห็นผล ดังนี้

  • โบท็อกซ์ริ้วรอย เห็นผลชัดเจนที่ 2สัปดาห์
  • โบท็อกซ์ลิฟท์หน้า,เหนียง,คอ เห็นผลชัดเจนที่ 2-4สัปดาห์
  • โบท็อกซ์กราม จะเห็นผลชัดเจนที่ 4-6สัปดาห์ โบท็อกซ์รักแร้ เห็นผลชัดเจนที่ 4สัปดาห์ เหงื่อบริเวณรักแร้ลดลง กลิ่นตัวลดลง
  • โบท็อกซ์กระชับรูขุมขน เห็นผลชัดเจนที่ 2-4สัปดาห์
  • โบท็อกซ์ลดเหงื่อ เห็นผลชัดเจนที่ 2-4สัปดาห์
  • โบท็อกซ์ลดน่อง เห็นผลชัดเจนที่ 6-8สัปดาห์

อ่านเพิ่มเติม : ฉีดโบท็อกกี่วันเห็นผล

โบท็อกซ์อยู่ได้นานเท่าไร ?

หลายๆคน จะตั้งคำถามก่อนฉีดโบท็อกซ์ว่า ฉีดแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การฉีดโบท็อกซ์ไม่ได้เห็นผลลัพธ์ที่ถาวร ระยะเวลาจะอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 4-8เดือน ขึ้นกลับลากหลายปัจจัยได้แก่

  • ยี่ห้อของโบท็อกซ์
  • การดูแลหลังฉีด เช่น ถ้าโดนความร้อยบริเวณที่ฉีดบ่อยๆโบท็อกซ์จะสลายตัวได้ไวกว่าปกติ ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน
  • การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ในผู้ที่มีการแสดงสีหน้าบ่อยๆ ยิ้มเยอะ ชอบขมวดคิ้ว นอนกัดฟัน จะเหมือนการบริหารกล้ามเนื้อจะทำให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานตามปกติได้ไวขึ้น

สรุป

ในประเทศไทยโบท็อกซ์มีการถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย สามารถลดริ้วรอยให้ดูอ่อนเยาว์ ปรับรูปหน้าเรียว และแก้ไขจุดบกพร่องต่างๆบนร่างกายได้ในระยะเวลาไม่นาน รวมถึงมีความปลอดภัยสูง แต่ต้องเลือกยาที่ได้มาตรฐานและมีการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยา

ในปัจจุบันนี้ด้วยผลลัพธ์และราคาของโบท็อกซ์ดึงดูดคนไข้หลายๆคน หมออยากให้คนไข้ทุกท่านคำนึงถึงหลากหลายปัจจัยเพื่อประกอบการตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นตัวยาที่ได้มาตรฐาน คลินิกที่ทำการรักษา รวมถึงแพทย์ผู้ทำการรักษา เพื่อผลลัพธ์ที่ดีมีประสิทธิภาพต่อตัวคนไข้เอง และลดความเสี่ยงที่จะเกิดโอกาสการดื้อยาในอนาคตค่ะ

พญ. พิชญ์ญาพร อธิคุณากร

Dr. Pitchayaporn Athikunakorn, M.D. 

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เวชศาสตร์ความงามและการชะลอวัย