ร้อยไหม

ร้อยไหม อันตรายไหม? เหมาะหรือไม่เหมาะกับใคร

ร้อยไหม คือ วิธีการยกกระชับผิว โดยใช้เส้นไหมที่สลายได้เองใส่เข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง และให้เงี่ยงของตัวไหมยึดเกาะกับผิว เพื่อเกี่ยวและยกกระชับผิวขึ้นตามตำแหน่งที่ต้องการ ทำให้ใบหน้าที่หย่อนคล้อยยกกระชับขึ้น อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวได้อีกด้วย

สารบัญ

ร้อยไหมช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง ?

การร้อยไหมเป็นการรักษาที่เน้นแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวหนังได้อย่างตรงจุด และเห็นผลลัพธ์ในเรื่องของการยกกระชับทันทีหลังทำ โดยการร้อยไหมนี้ช่วยแก้ไขได้หลากหลายปัญหาด้วยกันไม่ว่าจะเป็น

  • ร้อยไหมหน้าเรียว ช่วยปรับรูปหน้าให้ยกกระชับ ให้โครงหน้าชัดขึ้น ปรับรูปหน้าที่ไม่เท่ากัน ให้มีความใกล้เคียงกันมากขึ้น
  • ยกกระชับบริเวณกระเปาะแก้มที่หย่อนคล้อยให้หน้าดูกระชับ
  • แก้ปัญหาบริเวณแก้มตอบ ช่วยให้แก้มตอบดูเต็มขึ้น
  • แก้ปัญหาช่วงบริเวณมุมปากตก ร่องมุมปาก ร่องน้ำหมาก
  • แก้ปัญหาช่วงบริเวณ ร่องแก้มที่เกิดจากรอยพับผิวหนังช่วงหน้าแก้ม
  • แก้ปัญหาช่วงบริเวณเหนียง บริเวณคอที่หย่อนคล้อยให้ดูกระชับ
  • กระตุ้นคอลลาเจนบริเวณชั้นผิว เพื่อแก้ปัญหาผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง หลุมสิว รอยแตกลาย
  • การยกคิ้ว ยกหางคิ้ว ยกหางตา ปรับโหงวเฮง ปรับสันจมูกให้ดูโด่งขึ้น ลดความกว้างของปีกจมูก
  • แก้ไขความหย่อนคล้อยของผิวหนังส่วนต่างๆบริเวณร่างกาย เช่น ยกกระชับบริเวณหน้าอก และ ยกกระชับบริเวณบั้นท้าย เป็นต้น
เปรียบเทียบร้อยไหม
  • ปรับรูปหน้าเรียว ยกกระชับ ให้โครงหน้าชัดขึ้น ปรับรูปหน้าที่ไม่เท่ากัน ให้มีความใกล้เคียงกันมากขึ้น
  • ยกกระชับบริเวณกระเปาะแก้มที่หย่อนคล้อยให้หน้าดูกระชับ
  • แก้ปัญหาบริเวณแก้มตอบ ช่วยให้แก้มตอบดูเต็มขึ้น
  • แก้ปัญหาช่วงบริเวณมุมปากตก ร่องมุมปาก ร่องน้ำหมาก
  • แก้ปัญหาช่วงบริเวณ ร่องแก้มที่เกิดจากรอยพับผิวหนังช่วงหน้าแก้ม
  • แก้ปัญหาช่วงบริเวณเหนียง บริเวณคอที่หย่อนคล้อยให้ดูกระชับ
  • กระตุ้นคอลลาเจนบริเวณชั้นผิว เพื่อแก้ปัญหาผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง หลุมสิว รอยแตกลาย
  • การยกคิ้ว ยกหางคิ้ว ยกหางตา ปรับโหงวเฮง ปรับสันจมูกให้ดูโด่งขึ้น ลดความกว้างของปีกจมูก
  • แก้ไขความหย่อนคล้อยของผิวหนังส่วนต่างๆบริเวณร่างกาย เช่น ยกกระชับบริเวณหน้าอก และ ยกกระชับบริเวณบั้นท้าย เป็นต้น
เปรียบเทียบร้อยไหม

ร้อยไหมเหมาะหรือไม่เหมาะกับใคร ?

หลายคนเข้ามาปรึกษาคุณหมอเพราะต้องการที่จะร้อยไหม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถร้อยไหมได้ ก่อนจะทำการร้อยไหมจำเป็นที่จะต้องเช็คตัวเองก่อนว่า ตัวเรานั้น “เหมาะ” หรือ “ไม่เหมาะ” กับการร้อยไหม ซึ่งสามารถเข้ามาปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินและวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ของแต่ละบุคคลก่อนการทำหัตถการ

adinfonobt

ร้อยไหมแล้วเป็นอันตรายไหม ?

การร้อยไหมนั้นเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ไหมที่ใช้นั้นเป็นไหมที่ได้รับการรับรองสำหรับใช้ยกกระชับใบหน้าโดยเฉพาะ จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากวัสดุของเส้นไหมเป็นเกรดทางการแพทย์สามารถสลายได้เองตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย และไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้

ทั้งนี้ทั้งนั้นการร้อยไหมนั้นควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ร้อยไหมที่สวยถูกใจ

ผลข้างเคียงของการร้อยไหม

การร้อยไหมนั้นนอกจากจะช่วยให้ใบหน้าเรียวสวย ยกกระชับแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามยังมีผลข้างเคียงด้วยเช่นกัน โดยสามารถแบ่งได้เป็นผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติและไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย นั่นก็คืออาการบวมช้ำที่เกิดขึ้นหลังการร้อยไหม รวมไปถึงการเกิดรอยริ้วไหมหรือรอยรั้งไหม ที่ทำให้ผิวหน้าเป็นรอยบุ๋มหรือเป็นคลื่นๆ แต่อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงระยะเวลาอันสั้นและจะสามารถหายได้เอง

ผลข้างเคียงอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น คือการร้อยไหมตื้นเกินไป จะทำให้เห็นเป็นปมไหม หรือเส้นไหม ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นเช่นนั้นก็จะต้องเอาไหมออก เพราะจะมีการติดเชื้อได้ และเกิดอาการบวม ซึ่งไม่ได้เป็นอาการบวมที่ปกติ คือมีอาการบวมขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจจะเกิดจากการติดเชื้อต่างๆ เส้นเลือดใหญ่ใต้ผิวบาดเจ็บ และ ท่อน้ำลายหรือต่อมน้ำลายบาดเจ็บ ในกรณีนี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์โดยด่วน

ข้อดีของการร้อยไหม

  • ช่วยแก้ไขปัญหารูปหน้า ปรับรูปหน้าเรียว กรอบหน้าชัด ช่วยให้รูปหน้าดูเท่ากันมากขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด แก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อย แก้มตอบ ร่องแก้ม ร่องน้ำหมากได้
  • ช่วยให้ผิวแน่น กระชับ อิ่มฟู เนื่องจากไหมสามารถกระตุ้นการสร้างคอลาเจนใต้ชั้นผิวได้
  • ใช้ระยะเวลาทำไม่นานมาก และเห็นผลลัพธ์ทันทีหลังทำเสร็จ
  • ไหมที่ใช้เป็นไหมละลายเกรดวัสดุทางการแพทย์ จะสลายไปเองตามอายุการใช้งาน ปลอดภัย ไม่มีตกค้างอยู่ในร่างกาย
  • ไม่ทิ้งรอยแผลเป็น
  • ไม่ต้องพักฟื้น ซึ่งแตกต่างจากการผ่าตัดดึงหน้า
ข้อดีของร้อยไหม
ข้อเสียของร้อยไหม

ข้อเสียของการร้อยไหม

  • การร้อยไหมไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ถาวร ทำให้ต้องร้อยไหมใหม่เพิ่มอีกหากใบหน้ากลับมาหย่อนคล้อย
  • หากมีการร้อยไหมถี่จนเกินไป โดยทิ้งช่วงเร็วกว่าประมาณ 6 เดือน อาจทำให้เกิดพังผืดบริเวณใต้ชั้นผิวได้
  • อาจมีอาการบวม ฟกช้ำ ระบมใต้ชั้นผิวหลังหลังร้อยได้ เนื่องจากเงี่ยงไหมไปเกาะกับผิวจะเกิดเป็นแผลขึ้นในช่วงแรกและจะมีการซ่อมแซมและหายเป็นปกติ
  • การร้อยไหมไม่สามารถแก้ไขปัญหาร่องแก้มลึกตรงบริเวณปีกจมูกได้ จึงต้องเติมฟิลเลอร์ร่วมด้วยเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
  • ในส่วนของการวางตำแหน่งเส้นไหม หากร้อยผิดวิธีวางไหมตื้นเกินไปจะส่งผลเสียทำให้เกิดคลื่นไหม หรือ ริ้วไหมบนผิวได้ในนานกว่าปกติ ซึ่งสามารถสร้างความวิตกกังวลให้กับคนไข้ได้ ดังนั้นการร้อยไหมจึงจำเป็นต้องเลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการร้อยไหมเท่านั้น
ข้อเสียของร้อยไหม

ไหมมีกี่ชนิด ?

ไหมที่ใช้ในการยกกระชับใบหน้านั้นสามารถแบ่งประเภทของเส้นไหมได้ 2 ประเภทด้วยกันคือ ไหมไม่ละลาย (ไหมถาวร) กับไหมละลาย โดยที่พัชชาคลินิกจะใช้เป็นไหมละลาย สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายและไม่มีการตกค้าง มีทั้งแบบเรียบและแบบเงี่ยง ซึ่งจะมีไหม 5 แบบด้วยกัน

ไหมแต่ละชนิดอยู่ได้นานแค่ไหน ?

หลังจากร้อยไหมไป โดยปกติอยู่ที่ประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปี

  • ไหมก้างปลา จะประคองผิวได้นานประมาณ 6 – 8 เดือน
  • ไหมทอร์นาโด จะประคองผิวได้นานประมาณ 1 ปี
  • ไหม Mint  จะประคองผิวได้นานประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีกว่าๆ
  • ไหม Tesslift (โครงตาข่าย) จะประคองผิวได้นานประมาณ 2 ปี

ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น การใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะการแสดงสีหน้าจะเป็นสิ่งสำคัญหลังการร้อยไหม ไหมที่ร้อยเข้าไป จะยังเกาะกับผิวได้ไม่ดี โดยต้องใช้เวลาประมาณ 4 – 6 สัปดาห์

หากขยับสีหน้าแรงก็อาจจะทำให้ไหมตกเร็วได้  อีกปัจจัยหนึ่งจะเป็นในเรื่องของสภาพผิว หากผิวขาดคอลลาเจนมากๆ การเกาะของผิวกับเงี่ยงไหมจะน้อยลง มีโอกาสตกลงมาได้มากกว่าคนที่ผิวมีการสร้างคอลลาเจนได้มากกว่า  หากร้อยรอบแรกไปแล้ว สามารถร้อยอีกครั้งได้เพื่อให้ผิวกระตุ้นคอลลาเจนมาเกาะกับเส้นไหมได้มากขึ้น

ไหมแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร ?

  • ไหมก้างปลา หรือ บางคนจะเรียกว่าไหมเงี่ยง ซึ่งตัวไหมมีลักษณะเงี่ยงที่เหมือนก้างปลานั่นเอง วัสดุตัวไหมจะเป็นไหมละลายเส้นใหญ่ในทางการแพทย์และสามารถสลายได้ตามธรรมชาติ มีความปลอดภัย และยังให้ผลลัพธ์เทียบกับการผ่าตัดดึงหน้าแบบเล็กๆ แต่ไม่ก่อให้เกิดการบวมช้ำมาก

ซึ่งการทำจะต้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง นอกจากนั้นการร้อยไหมช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสติน ทำให้ผิวของเราดูกระชับและแข็งแรงขึ้น

  • ไหมทอร์นาโด จะเป็นไหมที่เส้นค่อนข้างใหญ่ แข็งแรง ออกแบบเงี่ยงรอบทิศทาง 360 องศา ช่วยให้การยึดเกาะกับผิวดี มีประสิทธิภาพการยกกระชับเห็นผลชัดเจน โดยวัสดุมีความยืดหยุ่นสูง ไม่หักหรือเปราะง่าย

เข็มที่ใช้เป็นเข็มปลายทู่ เมื่อแพทย์นำมาร้อยเข้าสู่ชั้นผิว เข็มที่มีปลายทู่จะช่วยเลี่ยงการตัดเส้นเลือดฝอยใต้ชั้นผิว ช่วยลดการเขียว บวม ช้ำ ได้ดีกว่าไหมที่เป็นเข็มปลายแหลม ทำให้แผลหายได้เร็วโดยไม่ต้องพักฟื้น

  • ไหม Mint จะเป็นไหมพิเศษใช้สำหรับยกผิวหน้าโดยตรง เป็นไหมที่หล่อขึ้นมาแบบเฉพาะ (Molding cog) เงี่ยงไหมรอบทิศทาง 360 องศา มีลักษณะเป็นแบบ 3 มิติ โดยเงี่ยงไหมจะกางออกจากเส้นไหมประมาณ 30 – 35 องศา เส้นไหมมีความยาวถึง 15 cm

ยิ่งไปกว่านั้นตัวไหม Mint มีความเหนียว และเส้นไหมแข็งแรงต่างจากไหมตัวอื่นในท้องตลาดที่ทำการบากแกนเส้นไหมด้วยเลเซอร์เพื่อให้มีเงี่ยงไหมออกมา จะทำให้เส้นไหมไม่แข็งแรง มีการเปราะ ขาดง่าย ทำให้ประสิทธิภาพลดลง ยกได้ไม่ดี อยู่ได้ไม่นานเท่าไหม Mint และเป็นไหมที่ผ่านการรับรองจาก อย.ไทย, USFDA, CE Mark และ KFDA

  •  ไหมMint เป็นไหมพิเศษใช้สำหรับยกผิวหน้าโดยตรง เป็นไหมที่หล่อขึ้นมาแบบเฉพาะ (Molding cog) มีเงี่ยงล้อมรอบเส้นไหมแบบสองทิศทาง (Bi-direction) เข้าหากัน เงี่ยงไหมรอบทิศทาง 360องศา มีลักษณะเป็นแบบ 3มิติ ตัวไหมMint มีความเหนียว และเส้นไหมแข็งแรง ยึดเกาะกับผิวได้หลายทิศทาง ทำให้มีแรงยึดเกาะแน่นและดีกว่าไหมทั่วไป ยึดเกาะผิวได้ดีกว่าไหมเงี่ยงทั่วไปถึง 4เท่า ต่างจากไหมตัวอื่นในท้องตลาดที่ทำการบากแกนเส้นไหมด้วยเลเซอร์เพื่อให้มีเงี่ยงไหมออกมา จะทำให้เส้นไหมไม่แข็งแรง มีการเปราะ ขาดง่าย ทำให้ประสิทธิภาพลดลง อยู่ได้ไม่นานเท่าไหมMint และเป็นไหมที่ผ่านการรับรองจาก อย.ไทย, USFDA, CE Mark และ KFDA

ส่วนเงี่ยงของไหม Mint มีการหล่อด้วยบล็อกขึ้นรูปเส้นไหม และมีเงี่ยงล้อมรอบเส้นไหมแบบสองทิศทาง (Bi-direction) เข้าหากัน ทำให้ไหมยึดเกาะกับผิวได้หลายทิศทาง มีแรงยึดเกาะแน่นและดีกว่าไหมทั่วไป ยึดเกาะผิวได้ดีกว่าไหมเงี่ยงทั่วไปถึง 4 เท่า ลักษณะของเข็มจะเป็นเข็มปลายทู่ ช่วยทำให้ลดอาการบวม เขียว ช้ำ ได้ดี

  • ไหม Tesslift (โครงตาข่าย) เป็นไหมที่มีจุดเด่นที่แตกต่างจากไหมหลายๆประเภท นอกจากเป็นไหมที่ช่วยยกกระชับได้แล้วยังสามารถช่วยทำให้ผิวฟูขึ้นได้ จะเป็นไหมที่ผ่านการรับรองจาก อย.ไทย, CE Markและ KFDA และอยู่ได้นาน

ตัววัสดุที่ทำจะค่อนข้างแข็งแรง จะเป็นไหมเงี่ยง Mesh ตาข่ายล้อมรอบตัวไหม แบบ 360 องศา + Barb เปรียบเทียบเหมือนกับการทำหัตถการ 1 อย่าง แต่ได้ผลลัพธ์ 2 – 3 อย่าง ในครั้งเดียว ค่อนข้างคุ้มค่า เป็นไหมที่ปัจจุบันได้รับความนิยมสูงในวงการทางแพทย์

ไหมโครงตาข่าย มีผลในการยกกระชับผิวระยะยาว กระตุ้นให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อในรูของไหมโครงตาข่าย จึงทำให้มีการเกิดแรงยึดและแรงตึงที่แข็งแรงกว่าไหมชนิดอื่นๆ ทำให้มีประสิทธิภาพในการยกกระชับมากกว่าไหมตัวอื่นๆหลายเท่า  เปรียบเทียบกับไหมตัวอื่น ยิ่งระยะเวลาผ่านไปไหมจะค่อยๆตกลง แต่ตัวไหมโครงตาข่าย จะค่อยๆกระชับขึ้นเรื่อยๆ หากตัวไหมสลายแล้ว ยังคงมีตัวตาข่ายที่เกาะกับคอลลาเจนใต้ชั้นผิวอยู่ ทำให้ไหมอยู่ได้นานกว่าไหมทั่วไป

  • ไหมเกลียวล็อก จะเป็นไหมเส้นเล็ก สั้น ไม่มีเงี่ยง ช่วยในการกระชับผิว ฟูผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ลดปัญหาหลุมสิว รูขุมขนกว้างได้
ไหมเกลียวล็อค

ไหมแต่ละชนิดเหมาะกับผิวประเภทไหน ?

  • ไหมก้างปลา   เหมาะกับคนไข้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อยตกน้อย เนื่องจากสำหรับคนไข้ที่มีผิวหย่อนคล้อยตกมากๆ ผิวนิ่มๆไหมก้างปลาอาจจะทำให้เกิดริ้วมากกว่า และเหมาะกับคนไข้ต้องการให้ผิวดูกระชับแข็งแรงขึ้นเนื่องจากการร้อยไหมจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลาเจนและอีลาสติน ไหมก้างปลาเป็นเข็มปลายแหลม  หากคนที่มีผิวบางช้ำง่าย อาจเกิดรอยเขียวช้ำได้หลังทำ
  • ไหมทอร์นาโด เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวหย่อนคล้อย ต้องการยกกระชับผิวหน้า ปรับรูปหน้าให้ดูสวยใบหน้าดูอ่อนเยาว์มากขึ้น และผู้ที่มีปัญหารูปหน้า แก้มตอบ กรอบหน้าไม่กระชับ กระเปาะแก้มหย่อนคล้อย มีปัญหาร่องน้ำหมาก มุมปาก ไม่กระชับ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวนิ่ม หรือผิวบาง เนื่องจากเงี่ยงรอบ จึงทำให้ลดการเกิดรอยคลื่นได้มากกว่าตัวไหมก้างปลา ตัวเข็มเป็นเข็มปลายทู่ ลดการเกิดความบวม ช้ำได้
  • ไหม Mint จะเหมาะกับคนที่มีใบหน้าและเหนียงหย่อนคล้อย ต้องการแก้ปัญหาจุด บกพร่องบนใบหน้า เช่น กรอบหน้าไม่ชัด ต้องการเก็บกรอบหน้าให้เข้ารูปมากขึ้น คนที่ มีปัญหากระเปาะแก้มหย่อนคล้อย ร่องน้ำหมากลึก มุมปากตก มีรอยพับบริเวณร่องแก้ม และเหมาะกับผู้ที่ไม่อยากผ่าตัดศัลกรรมดึงหน้า ไม่มีเวลาพักฟื้นนาน
  • ไหม TESSLIFT (โครงตาข่าย) จะเหมาะสำหรับคนที่มีผิวที่หย่อนคล้อย แก้มค่อนข้างตอบถึงตอบมาก ไขมันหาย เห็นกระดูกโครงหน้าชัดเจน โดยปกติคนไข้กลุ่มนี้สามารถทำตัวเลือกการรักษาแบบอื่นได้ แต่ไหม TESSLIFT ค่อนข้างตอบโจทย์กับคนไข้กลุ่มนี้  และสำหรับคนที่ชอบไหมที่อยู่ได้นาน หลังทำคนไข้จะเห็นว่าหน้าที่หย่อนคล้อยยกขึ้นได้อย่างชัดเจน และช่วงแก้มตอบดูเต็มขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากไหมกระตุ้นคอลาเจนได้ดี
  • ไหมเกลียวล็อก เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการ ให้ผิวดูอิ่มฟู รูขุมขน ดูเล็กลง หลุมสิวดูตื้นขึ้น

ร้อยไหม ต้องใช้ไหมกี่เส้น ?

การใช้ไหมแต่ละเส้นนั้นขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคลไป เพราะในแต่ละเส้นนั้นจะช่วยแก้ปัญหาได้แตกต่างกันเนื่องจากปัญหารูปหน้าและความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นจำนวนเส้นไหมที่ใช้ของแต่ละบุคคลจึงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับรูปหน้าและปัญหาที่กังวลเป็นหลัก โดยคุณหมอจะมีแนวการวางไหมคร่าวๆ โดยพื้นฐานเริ่มต้นที่ 4เส้น และจะปรับตามปัญหารูปหน้าของแต่ละบุคคล โดยแต่ละเส้นเป็นไปตามดังนี้

เส้นที่ 1 จะเริ่มวางตั้งแต่แนวกรอบหน้า ช่วงบริเวณกราม เพื่อสร้างฐานของหน้า

เส้นที่ 2 วางต่อมาจากเส้นที่ 1 ยังคงอยู่บริเวณแนวกรอบหน้าและกราม โดยพื้นฐานของแต่ละบุคคลควรเริ่มร้อยที่ข้างละ 2เส้น ซึ่งจะช่วยเก็บกรอบหน้าให้กระชับขึ้น ในบางคนที่มีแก้มตอบไม่เยอะมาก ก็สามารถช่วยให้แก้มตอบดูเต็มขึ้น

เส้นที่ 3 เส้นนี้จะวางต่อจากเส้นที่ 2 วางพาดไปในแนวกระเปาะแก้มด้านหน้า จะทำให้เก็บกระเปาะแก้มที่หย่อนคล้อยได้ ในคนที่มีแก้มตอบจะสามารถช่วยให้แก้มตอบดีขึ้นแบบสมบูรณ์แบบ

เส้นที่ 4 เส้นนี้จะวางไหมไว้บริเวณมุมปาก หรือ ร่องน้ำหมาก ดังนั้นใครอยากร้อยไหมเพื่อแก้ปัญหาร่องน้ำหมาก หรือ มุมปากตก แนะนำให้ร้อยข้างละ 4 เส้น ซึ่งจะได้ทั้งเก็บกรอบหน้า กระเปาะแก้มที่หย่อนคล้อย และ ร่องน้ำหมาก

เส้นที่ 5,6 เส้นนี้จะวางไหมไว้บริเวณร่องแก้ม ดังนั้นใครอยากร้อยไหมเพื่อแก้ปัญหาร่องแก้ม แนะนำให้ร้อยข้างละ 5-6 เส้น ซึ่งจะได้ทั้งการเก็บกรอบหน้า กระเปาะแก้มที่ห้อย ร่องน้ำหมาก และร่องแก้ม 

โดยร่องแก้มที่สามารถแก้ไขด้วยการร้อยไหมได้คือร่องแก้มที่เกิดจากความหย่อนคล้อยของผิว หรือ มีรอยพับผิว ไม่สามารถช่วยได้ในกรณีที่เป็นร่องลึกได้ ในกรณีนี้แนะนำเป็นการเติมเต็มด้วยฟิลเลอร์

ขั้นตอนการร้อยไหม

ขั้นตอนในการร้อยอาจจะมีความแตกต่างไปตามชนิดของไหม และตำแหน่งที่ทำการร้อยไหม โดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรืออาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

ขั้นตอนที่ 1 “ประเมินใบหน้าก่อนทำ”

ขั้นตอนแรกเป็นการวิเคราะห์รูปหน้าและปัญหาเฉพาะของแต่ละบุคคล คุณหมอจะดีไซน์แนวการวางไหมที่เหมาะสม และมีการแนะนำชนิดของเส้นไหม ในบางเคสที่มีปัญหา คุณหมอจะแนะนำว่าควรต้องแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยวิธีอะไร

ตัวอย่างเช่น คนไข้อยากมีรูปหน้าที่เรียวเล็กแต่มีไขมันเยอะ จำเป็นต้องมีการฉีดสลายไขมันร่วมด้วย เพื่อให้ปริมาณไขมันน้อยลง ถ้าร้อยไหมเพียงอย่างเดียวในเคสนี้ผลลัพธ์ที่ได้คือใบหน้าจะดูยกกระชับขึ้น แต่แก้มจะดูอูมขึ้นดังนั้นจึงต้องมีการฉีดสลายไขมันร่วมด้วย เป็นต้น

ทายาชา

ขั้นตอนที่ 2 “แปะยาชา”

หลายคนกังวลว่าร้อยไหมเจ็บไหม ในขั้นตอนนี้ผู้ช่วยแพทย์จะใช้ยาชาแบบครีมที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่ (Local anesthetic) ทาตำแหน่งที่จะทำการร้อยไหม รอยาชาออกฤทธิ์ประมาณ 30-45 นาที  ซึ่งจะช่วยลดความเจ็บเวลาเข็มจิ้มได้ 

คนไข้ที่ผิวแพ้ง่าย หรือ แพ้ยาชาชนิดทาเฉพาะที่ จะใช้เป็นการประคบเย็นและคุณหมอจะมีการฉีดยาชาเข้าใต้ผิวหนังแทน

ขั้นตอนที่ 3 “ฉีดยาชา”

จะมีการฉีดยาชาเข้าไปใต้ผิวหนังตามแนวไหมที่จะร้อย คนไข้จะรู้สึกแสบเล็กน้อย เนื่องจากตัวยาชาค่อนข้างแสบ โดยจะใช้เวลาประมาณ 5 นาที ยาชาจึงจะออกฤทธิ์ และเริ่มทำการร้อยไหม

การแปะยาชาจะช่วยลดความเจ็บขณะเข็มยาชาจิ้มบริเวณผิวด้านบน แต่ไม่ลดความรู้สึกแสบขณะปล่อยยาชา

ขั้นตอนที่ 4 “ทำความสะอาดใบหน้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ”

ผู้ช่วยแพทย์จะใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเตรียมผิวหนังบริเวณใบหน้าให้ปราศจากเชื้อ เพื่อเตรียมพร้อมการร้อยไหม ในขณะที่รอยาชาออกฤทธิ์ เมื่อทำความสะอาดใบหน้าเรียบร้อย ห้ามคนไข้สัมผัสบริเวณใบหน้าเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อโรคมาปนเปื้อนได้

ขั้นตอนที่ 5 “ร้อยไหม”

คุณหมอจะค่อยๆใส่ไหมทีละเส้นเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง – SMAS ขึ้นอยู่กับชนิดของไหม ตามแนวไหมที่ประเมินไว้ตามความเหมาะสมในรูปหน้าของแต่ละบุคคล คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บเนื่องจากฤทธิ์ของยาชา และจะมีความรู้สึกตึงๆเป็นส่วนใหญ่

เมื่อวางแนวไหมครบ คุณหมอจะดึงปรับไหมให้ผิวยกกระชับขึ้น ซึ่งจะมีการจัดตำแหน่งของผิว และคลายริ้วไหมในบางตำแหน่ง คนไข้จะได้ยินเสียงกึ๊กๆ ขณะที่คุณหมอกดไหมเพื่อจัดตำแหน่งผิว แต่จะไม่รู้สึกเจ็บ และเมื่อจัดตำแหน่งผิวเรียบร้อยจะมีการผูกปมไหมในไหมบางชนิด

ขั้นตอนที่ 6 “ตัดไหม”

เมื่อคุณหมอจัดแนวไหมให้พอเหมาะเรียบร้อยแล้วต่อไปจะทำการตัดไหม ซึ่งเมื่อตัดปลายไหมออก จะไม่เห็นเส้นไหมหรือปมไหม 

ก่อนกลับบ้านผู้ช่วยแพทย์จะทำความสะอาดผิวหน้า และปิดพลาสเตอร์บริเวณรูไหมเข้าให้กับคนไข้ ทางคลินิกจะมียาแก้ปวดและยาฆ่าเชื้อให้คนไข้กลับไปรับประทาน หากท่านไหนแพ้ยารบกวนแจ้งกับคุณหมอ

มีโรคประจำตัวร้อยไหมได้ไหม ?

ผู้ที่มีโรคประจำตัวนั้นจะสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มด้วยกันคือกลุ่มที่สามารถร้อยไหมได้ และกลุ่มที่ไม่สามารถร้อยไหมได้ ซึ่งกลุ่มโรคที่ไม่แนะนำให้ร้อยไหมได้แก่   

  • โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือ  SLE  เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าหากร้อยไหมจะเสี่ยง ต่อการติดเชื้อ  การอักเสบตามบริเวณร่างกาย  มีอาการบวม รอยเขียวช้ำ ได้มากกว่าปกติ
  • โรคเบาหวาน  (ที่ยังคุมน้ำตาลได้ไม่ดี) ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีหลอดเลือดแดงที่ตีบ  ทำให้เวลาเกิดแผล จะขาดเลือดไปเลี้ยง จึงทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ  และ อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
  • โรคความดันโลหิตสูง (ที่ยังควบคุมความดันได้ไม่ดี) เป็นภาวะผิดปกติของความดันเลือด  ก่อนร้อยไหม จะมีการวัดความดันก่อนเสมอเพื่อเช็คค่าความดันเลือด  หากคนที่มีความดันสูงมากๆ เวลาตื่นเต้น มี อาการกลัว ส่งผลทำให้ความดันสูง กระตุ้นให้เลือดไหลได้เยอะขึ้น เกิดการบวม ช้ำได้มากขึ้น
  • โรคหัวใจ เป็นอาการที่หัวใจเต้นผิดปกติ  เต้นผิดจังหวะ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจเวลาร้อยไหม  อาจจะมีความตื่นเต้น ความวิตกกังวล  ทำให้กระตุ้นโรคได้  ส่งผลเสียต่อการทำงานของหัวใจได้
  • โรคไทรอยด์เป็นพิษ(ที่ผลเลือดยังไม่ปกติ) เป็นภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนออกมามากเกินไป ในขณะที่ร้อยไหมอาจส่งผลให้หัวใจเต้นผิดปกติ เหงื่อออกมากกว่าปกติ  ส่งผลอันตรายได้

ดังนั้นในรายที่มีโรคประจำตัวควรแจ้งประวัติต่อแพทย์ก่อนการร้อยไหมทุกครั้ง รวมถึงประวัติเกี่ยวกับการแพ้ยา เนื่องจากแพทย์จะได้วางแผนการรักษาต่อคนไข้รายนั้นได้อย่างถูกต้อง

ปัญหาที่อาจเกิดจากการร้อยไหม         

หลังจากร้อยไหมไปแล้วมีในหลายกรณีด้วยกันที่เกิดปัญหาขึ้นหลังจากการร้อยไหม โดยปัญหาที่พบหลังจากการร้อยไหมไปแล้วส่วนใหญ่นั้นได้แก่
  • เกิดริ้วไหม หรือ รอยรั้งไหม 

จะมีลักษณะเป็นรอยบุ๋ม ยุบลงไปบนใบหน้า หรือรอยคลื่นๆ เป็นชั้นๆ ไม่เสมอกัน บริเวณที่ทำการร้อยไหมไป ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากการที่คุณหมอดึงไหมเพื่อให้ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยขึ้น แต่เมื่อไหมเริ่มเซ็ตตัวเข้ากับผิวหน้าของเราแล้ว รอยต่างๆก็จะค่อยๆตื้นขึ้น จนเรียบเป็นผิวปกติ โดยส่วนใหญ่แล้วใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับคอลลาเจนใต้ชั้นผิวของแต่ละบุคคล 

  • ไหมเคลื่อนและไหมขาด 

อาการไหมเคลื่อนนั้นจะสามารถสังเกตได้ว่าผิวของเราค่อยๆคล้อยลงมาเล็กน้อยอาจมีเสียงของไหมดัง “กึ๊ก” หลังจากแสดงสีหน้าแรงๆแล้วไหมมีอาการเคลื่อนลงมา ส่วนอาการไหมขาดนั้นจะมีลักษณะต่างจากไหมเคลื่อน โดยจะได้ยินเสียงของไหมดัง “เปี๊ยะ” แล้วจะรู้สึกว่าไหมดีดหน้า มีการเจ็บแปล๊บบริเวณนั้น ในบางรายอาจจะมีอาการร้าวได้เลย และในกรณีที่ไหมขาดมาดีดโดนบริเวณเส้นเลือดก็จะมีรอยช้ำม่วงๆขึ้นมา

ซึ่งทั้งอาการไหมเคลื่อนและไหมขาดนี้จะเกิดขึ้นจากการที่เราแสดงสีหน้าแรงๆ การอ้าปากกว้างๆ พูดหรือหัวเราะเยอะจนเกินไป การเคี้ยวอาหารแรงจนเกินไป  เพื่อรักษาใบหน้าของเราให้ยกกระชับสวยได้ในระยะยาวนั้นควรดูแลผิวหน้าอย่างระมัดระวัง งดการแสดงออกทางสีหน้าแรงๆที่เป็นปัจจัยหลักในการทำให้เกิดอาการต่างๆเหล่านั้น

  • ร้อยไหมไปแล้ว 3-4 เดือน ใบหน้ายังไม่ยกกระชับ

ในบางเคสที่ร้อยไหมไปแล้วอาจจะเจอกับปัญหาที่ไหมไม่ยก โดยสามารถทำความเข้าใจก่อนได้ว่าในการร้อยไหมแต่ละครั้งคุณหมอจะยกกระชับใบหน้าของเราให้ขึ้นมากที่สุด หลังจากทำเสร็จจจะเห็นผลมากที่สุด แต่ไหมจะเซตตัวกับผิวของเราโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ทำให้ในช่วงเวลาที่ไหมยังไม่เซตตัวกับผิวของเรานั้น ไหมมีโอกาสที่จะเคลื่อนลงมาได้เสมอ โดยเฉพาะหากมีปัจจัยอื่นๆเข้ามากระตุ้นให้ไหมเคลื่อน นั่นคือการแสดงออกทางสีหน้าแรงๆ ก็จะทำให้ไหมเคลื่อนลงมาได้ง่าย

ดังนั้นหลายๆคนที่ต้องการให้ได้ผลลัพธ์ร้อยไหมที่ดูดี สวยเป๊ะในระยะยาวจึงควรดูแลใบหน้าของเราหลังร้อยไหมให้ดีที่สุด สามารถใส่ผ้ารัดหน้าเพื่อช่วยประคองผิวของเราไว้อีกด้วย และอีกหนึ่งสาเหตุของปัญหาที่ร้อยไหมแล้วแต่กลับมาหย่อนคล้อยไวนี้มาจากการที่เนื้อเยื้อบริเวณที่เงี่ยงไหมเกาะอยู่เสื่อมสภาพลง เนื่องจากผิวขาดอิลาสติน (Elastin) ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ซึ่งเมื่อผิวขาดอิลาสตินก็จะทำให้เงี่ยงไหมไม่สามารถเกาะกับผิวได้นาน ผิวจึงหย่อนคล้อยลงมาได้เร็ว 

แต่ในบางเคสที่เนื้อเยื่อมีการสร้างอิลาสตินได้มาก ก็จะทำให้ไหมเกาะกับผิวได้ดีและนานมากยิ่งขึ้น ดังนั้นพอผ่านไป 6 เดือน จึงแนะนำให้กลับมาร้อยไหมซ้ำ เพื่อเพิ่มตัวอิลาสติน (Elastin) ทำให้ผิวเกิดการยกกระชับอยู่ได้นานมากขึ้น

การเตรียมตัวก่อนร้อยไหม

  • งดยาแอสไพริน (Aspirin) ยาต้านการแข็งตัวของเลือด วิตามิน และอาหารเสริม ได้แก่ วิตามินอี คอลาเจน น้ำมันตับปลา ใบแป๊ะก๊วย นมผึ้ง ประมาณ 3-7 วันก่อนมาร้อยไหม เพื่อลดโอกาสเลือดออกเยอะขณะร้อยไหม
  • ไม่มีประวัติการแพ้ยาชา เนื่องจากก่อนร้อยไหมทางคลินิกจะมีการแปะยาชาและฉีดยาชาให้ก่อนร้อยไหม
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 วันก่อนมาร้อยไหม
  • หากมีนัดทันตแพทย์ควรทำฟันก่อนมาร้อยไหม เพราะหลังร้อยไหมจะงดอ้าปากกว้าง 4สัปดาห์
  • หากมีโรคประจำตัวหรือมีประวัติการแพ้ยาควรแจ้งให้คุณหมอทราบล่วงหน้า
  • ควรสระผมให้สะอาดก่อนมาร้อยไหม เนื่องจากหลังร้อยไหมไปจะมีรูไหมเข้าแถวช่วงบริเวณขมับตามไรผมซึ่งงดโดนน้ำ 2วัน
  • ในการร้อยไหมจะใช้ระยะเวลาประมาณ 60-90 นาที รวมปรึกษาและแปะยาชา แนะนำคนไข้ทุกท่านเผื่อเวลาสำหรับการร้อยไหม
เตรียมตัวก่อนจะร้อยไหม

การดูแลตัวเองหลังร้อยไหม

การดูแลตัวเองหลังร้อยไหมนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากไหมจะใช้เวลาเซ็ตตัวเข้ากับผิวเราที่ประมาณ 4 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี และได้หน้าที่ยกสวยได้นานๆ จึงจำเป็นต้องดูแลอย่างระมัดระวังในช่วงแรก โดยควรที่จะปฏิบัติตัวดังนี้

  • หลังทำเสร็จประคบเย็นบริเวณที่ร้อยไหม 3วัน โดยเฉพาะวันแรก สามารถประคบบ่อยๆได้ยิ่งดี เนื่องจากความเย็นจะช่วยลดความบวมและความระบมหลังร้อยไหมได้
  • แผลบริเวณไหมเข้าตรงขมับ งดโดนน้ำ 2วัน ส่วนบริเวณอื่นสามารถโดนน้ำได้ตั้งแต่หลังทำทันที เนื่องจากป้องกันการติดเชื้อเพราะรูไหมเข้าจะยังไม่ปิด ทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าไปตามแนวไหมได้
  • งดแอลกอฮอล์ ของหมักดอง อาหารรสจัด อาหารแสลง 1-2สัปดาห์ เพื่อไม่ให้หน้าบวม
  • งดเลเซอร์ ทรีทเม้นท์ อบซาวหน้า กด นวด คลึงบริเวณใบหน้า 4สัปดาห์ เพราะไหมจะเคลื่อนได้
  • งดการออกกำลังกายหนักที่ทำให้เกิดการขยับใบหน้าเยอะอย่างน้อย 2 สัปดาห์แรกหลังร้อยไหม แนะนำเป็นการออกกำลังกายเบาๆที่ไม่สะเทือนใบหน้ามากนักแทนไปก่อน เช่น เปลี่ยนจากการวิ่งเป็นการเดินเร็วแทน
  • พยายามขยับใบหน้าให้น้อยที่สุดในช่วง 4สัปดาห์ เพราะไหมจะขยับตามการขยับของกล้ามเนื้อใบหน้าเวลาแสดงสีหน้าทุกครั้ง
  • งดการนอนตะแคงหรือนอนคว่ำประมาณ 2-4 สัปดาห์
  • สามารถแต่งหน้าและทาครีมปกติ ให้ทาเบาๆลูบขึ้นค่ะ
  • แนะนำให้ใส่ผ้ารัดหน้าหลังจากทำการร้อยไหม เพื่อช่วยพยุงไหมและลดบวม
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
ดูแลหลังจากร้อยไหม

สรุป

การร้อยไหม ถือเป็นหัตถการที่ช่วยยกกระชับใบหน้า แก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อย ปรับรูปหน้าให้สมดุล ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด และเห็นผลทันทีหลังทำ โดยการร้อยไหมในแต่ละบุคคลก็จะมีการใช้จำนวนเส้นไหมที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละเคส ซึ่งแพทย์จะมีการแนะนำก่อนทำทุกครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของแต่ละเคส 

ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถร้อยไหมได้ ก่อนจะทำหัตถการนั้นจะต้องศึกษาข้อมูลข้างต้นให้ดีก่อน เนื่องจากการร้อยไหมนั้นก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแต่ละเคสแต่ละบุคคล ดังนั้นก่อนทำหัตถการจึงจำเป็นที่จะต้องปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อประเมินและวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ก่อนการทำทุกครั้ง

พญ. พิชญ์ญาพร อธิคุณากร

Dr. Pitchayaporn Athikunakorn, M.D. 

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เวชศาสตร์ความงามและการชะลอวัย