6 วิธีรักษาสิวให้หายขาด ไม่เป็นสิวซ้ำๆ

สิวเป็นปัญหาที่พบได้ง่าย จนบางคนเคยชินปล่อยปัญหาสิวทิ้งไว้ไม่รักษาสิว แต่ทุกคนควรรีบรักษาสิวก่อนที่จะปัญหาสิวจะหนักมากขึ้น ในบทความนี้หมอจะมาแนะนำวิธีรักษาสิวว่ามีวิธีแบบไหนบ้าง แต่ละวิธีเหมาะกับสิวประเภทไหนมาให้แล้วค่ะ

รักษาสิวด้วยเลเซอร์

วิธีรักษาสิวด้วยเลเซอร์

เลเซอร์เป็นวิธีการรักษาสิวที่ใช้ลำแสงเพื่อรักษาช่วยสำหรับประเภทสิวอย่าง สิวอุดตัน สิวผด สิวหิน ป้องกันสิวอักเสบได้ โดยเลเซอร์จะทำลายเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ใต้ผิวหนัง รูขุมขน และลดการสร้างไขมันจากต่อมไขมัน ทำให้สิวยุบลง ลดการอักเสบของสิว และป้องกันการเกิดสิวในอนาคตน้อยลง ซึ่งเครื่องเลเซอร์ที่สามารถรักษาสิวได้คือ CO2 Laser  แต่จำเป็นต้องทำหลายๆ ครั้ง และต่อเนื่องกันผลลัพธ์ถึงจะดีขึ้น

เมโสหน้าใสรักษาสิว

ในเมโสหน้าใสจะมีสารสกัดจากธรรมชาติ และวิตามินที่มีประโยชน์กับผิว เมื่อฉีดเข้าสู่ผิวแล้วเปรียบได้กับการบำรุงผิวด้วยทรีทเม้นท์แต่ลงสู่ชั้นผิวได้โดยตรงเห็นผลลัพธ์ได้ไวกว่าการทาครีม โดยเมโสหน้าใสจะช่วยรักษาสิว ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงมากขึ้น ป้องกันการเกิดสิว นอกจากนี้ยังช่วยลดรอยสิวอย่าง รอยดำ รอยแดงให้ดูจางลง หน้ากลับมากระจ่างใสได้อีกด้วย เมื่อฉีดไปแล้วจะเริ่มเห็นผลหลังจากฉีด 3 วัน แต่ควรฉีดต่อเนื่องกันสัปดาห์ละ 1 ครั้งในเดือนแรกเพื่อให้ผิวคงผลลัพธ์เอาไว้

กดสิวแก้ปัญหาสิว

วิธีรักษาสิวด้วยการกดสิว

รักษาสิวด้วยการกดสิวเหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาสิวอุดตัน เพื่อนำสิวอุดตันที่อยู่ใต้ผิวหนังออกมาก่อนที่จะกลายเป็นสิวอักเสบทำให้ดูแลรักษายากกว่าเดิม เมื่อกดสิวแล้วหน้าจะเรียบเนียนมากขึ้น แต่อาจจะมีผลข้างเคียงเล็กน้อยคือเป็นรอยกดสิวแดงๆ หลังจากที่กด 1 – 2 วัน แล้วจะค่อยๆ จางลงไปเอง ซึ่งกดสิวควรทำกับผู้ที่ความเชี่ยวชาญเพื่อไม่ให้มีผลข้างเคียงอื่นๆ หากกดสิว บีบสิวเองอาจผิดวิธีทำให้ผิวติดเชื้อสิวลามไปขึ้นในบริเวณอื่น มีแผลเป็น หรือรอยสิวได้

ฉีดสิวรักษาสิว

ฉีดสิวเป็นอีกหนึ่งวิธีในการรักษาสิวเหมาะกับคนที่มีสิวอักเสบ สิวไม่มีหัว แบบเร่งด่วนโดยจะใช้ยากลุ่มคอติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids)ฉีดเข้าไปที่สิวหลังจากนั้นตัวยาจะทำปฏิกิริยากับสิวให้สิวยุบตัวลง ลดการอักเสบของสิวภายใน 2 – 3 วันหลังจากฉีดสิวซึ่งเห็นผลไวกว่าการทายาแต้มสิว หรือรอให้สิวหายเอง

แต่ในบางคนหลังจากที่ฉีดสิวแล้วอาจมีผลข้างเคียงเกิดรอยยุบบุ๋มลงไปในจุดที่ฉีด ผิวหนังช้ำอักเสบได้ จึงควรรักษาสิวด้วยการฉีดสิวกับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และควรปรึกษากับแพทย์ก่อนฉีดเพื่อป้องกันการแพ้

รักษาสิวด้วยการฉายแสง

รักษาสิวด้วยการฉายแสง

การฉายแสง (Acne Light Theraphy) สามารถรักษาสิวให้หายได้ด้วยการใช้แสงที่มีความเข้มข้นสูงฉายลงสู่ผิวให้ทำปฏิกิริยากับเซลล์ผิว และมีแสงหลากหลายสีที่ช่วยแก้ปัญหาผิวแตกต่างกันออกไป ซึ่งแสงที่สามารถรักษาสิวได้คือ

  • แสงสีฟ้า (Blue Light) มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบของสิว ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย P.Acne (Propionibacterium acnes) แบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว ลดการทำงานของต่อมไขมัน
  • แสงสีแดง (Red Light) ลดการอักเสบของต่อมไขมัน ช่วยให้ต่อมไขมันลดตัว ลดความมันบนใบหน้า กระตุ้นการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว

โดยการฉายแสงรักษาสิวจะช่วยให้สิวลดลง 40 – 50 % และจะใช้เวลาฉายแสงลงสู่ผิวประมาณ 15 – 20 นาทีต่อครั้ง ควรทำเป็นประจำต่อเนื่องติดต่อกัน 1 เดือนขึ้นไป อย่างน้อย 3 ครั้ง สิวก็จะค่อยๆ ลดน้อยลง

วิธีรักษาสิวด้วยตัวเอง

การรักษาสิวสามารถรักษาด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ที่บ้านได้โดยมีวิธีรักษาสิวทั้งหมดดังนี้

  • ยาแต้มสิว

ใช้รักษาสิวเฉพาะที่เป็นจุดๆ สามารถใช้แต้มกับสิวไม่มีหัว สิวอักเสบ สิวอุดตัน สิวหนอง โดยยาแต้มสิวจะเข้าไปสลายสิ่งที่อุดตันในรูขุมด้วยการผลัดเซลล์ผิวทำให้สิวยุบลง หลังใช้ยาแต้มสิวจึงอาจจะมีผลข้างเคียงอย่างผิวแห้ง ผิวลอก คันในจุดที่ทา จึงควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์หลังจากแต้มสิวเพื่อให้ผิวหน้ายังคงชุ่มชื้นอยู่ แต่ก่อนใช้ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้เนื่องจากยาแต้มสิวมีหลายแบบจึงควรเลือกใช้ให้เหมาะกับประเภทสิวเพื่อผลลัพธ์ที่ดี

  • ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว

การผลัดเซลล์ผิวก็เป็นหนึ่งในวิธีรักษาสิวโดยช่วยให้เซลล์ผิวเก่าๆ ออกไม่เข้าไปอุดตันอยู่ในรูขุมขน ลดการเกิดสิวได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์อย่าง BHA ,AHA เป็นกรดจากธรรมชาติที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ ลดการสะสมสิ่งสกปรกในรูขุมขน ลดอาการอักเสบ ป้องกันการเกิดสิวในอนาคต เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาสิวอุดตัน สิวผด นอกจากนี้ยังช่วยกระชับรูขุม แต่ไม่ควรใช้ทุกวันหากไม่เคยใช้มาก่อนเนื่องจากการผลัดเซลล์ผิวจะทำให้ผิวบางไวต่อแสงได้ ควรใช้เพียงแค่ 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์

  • วิตามิน

วิตามินสามารถรักษาสิวได้โดยจะรักษาสิวจากภายใน วิตามินบางชนิดสามารถช่วยรักษาสิวให้ขึ้นน้อยลง ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว ลดอาการอักเสบ ป้องกันการเกิดสิวในอนาคต และยังช่วยลดรอยสิวได้ โดยวิตามินลดสิวอย่างเช่น วิตามินซี วิตามินอี และแร่ธาตุสังกะสีเป็นวิตามินที่สามารถรักษาสิวได้ แต่ต้องกินอย่างเป็นประจำทุกๆ วันถึงจะเห็นผล

  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดสิว

วิธีนี้เป็นทั้งวิธีรักษาสิวและวิธีป้องกันสิว ผลิตภัณฑ์บางชนิดสามารถก่อให้เกิดสิวได้ อย่างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของพาราเบน ซิลิโคน สารกันเสีย เพราะสภาพผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกันในบางคนอาจจะแพ้สารพวกนี้ทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวเป็นสิวแพ้ครีมขึ้นมาได้

  • ยาคุม

ยาคุมลดสิวได้ด้วยการควบคุมระดับฮอร์โมนร่างกายไม่ให้ผลิตเยอะเกินไป หากร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิง หรือฮอร์โมนเพศชายมากเกินจะทำให้ต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ ผลิตน้ำมันออกมาทำให้รูขุมขนอุดตันจนเกิดสิว แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรักษาสิวด้วยยาคุม

วิธีรักษาสิวด้วยตัวเองส่วนใหญ่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอใช้เวลา และความอดทนเป็นอย่างมากถึงจะเห็นผลลัพธ์ว่าสิวลดลง หากรักษาสิวด้วยตัวเองแล้วสิวไม่หายแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีรักษาสิวที่เหมาะสมค่ะ

สรุป

วิธีรักษาสิวมีด้วยกันหลายวิธีโดยจะมีทั้งวิธีการรักษาสิวทางการแพทย์ และวิธีการรักษาสิวด้วยตัวเอง ซึ่งแต่ละวิธีก็จะเหมาะสำหรับประเภทสิวแตกต่างกันออกไป หากรักษาสิวด้วยวิธีที่ถูกต้องสิวก็จะสามารถหาย และกลับมาหน้าไร้สิวได้ค่ะ

ทีมแพทย์พัชชาคลินิก

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของเว็บไซต์ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตาม นโยบายคุกกี้ของเรา อ่านเพิ่มเติม

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า